กระแสต่ำเกินไป
อาจจุดอาร์กยาก ลวดติดชิ้นงาน อาร์กไม่เสถียร การหลอมรวมของแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดแนวเชื่อมที่นูนมากเกินไป ทั้งนี้อาการจริงยังขึ้นกับลวดและเทคนิคการเชื่อม
เชื่อมไม่ติด อาร์กไม่นิ่ง เหล็กทะลุ หรือแนวเชื่อมออกมาไม่ดี กระแสเชื่อมเป็นหนึ่งในจุดแรกที่ควรตรวจ แต่การตั้ง Amp ที่ถูกต้อง ต้องดูมากกว่าความหนาของเหล็กเพียงอย่างเดียว
การตั้งค่ากระแสเชื่อมให้เหมาะสม
มีผลต่อการจุดอาร์ก
การหลอมของลวด
ลักษณะแนวเชื่อม
และการหลอมติดของรอยต่อ
แต่ถ้าจะตั้งให้ถูก
ไม่ควรดูแค่คำว่า
“เหล็กบางใช้ไฟต่ำ เหล็กหนาใช้ไฟสูง”
เพราะยังต้องพิจารณา
ชนิดลวด ขนาดลวด ท่าเชื่อม
รอยต่อ ขั้วไฟ และ Welding Procedure
ด้วย
สำหรับงานเชื่อมธูปหรือ SMAW กระแสเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักที่มีผลต่อพฤติกรรมของอาร์ก และการหลอมของลวดกับชิ้นงาน
อาจจุดอาร์กยาก ลวดติดชิ้นงาน อาร์กไม่เสถียร การหลอมรวมของแนวเชื่อมไม่ดี หรือเกิดแนวเชื่อมที่นูนมากเกินไป ทั้งนี้อาการจริงยังขึ้นกับลวดและเทคนิคการเชื่อม
อาร์กควบคุมได้ง่ายขึ้น ลวดหลอมสม่ำเสมอ และช่วยให้ช่างควบคุมรูปร่าง รวมถึงการหลอมรวมของแนวเชื่อม ตามขั้นตอนที่กำหนดได้ดีขึ้น
อาจเกิดสะเก็ดมาก แนวเชื่อมควบคุมยาก เกิด Undercut หรือทำให้ชิ้นงานบางเกิด Burn-through ได้ และยังทำให้ลวดหลอมเร็วเกินช่วงที่เหมาะสม
แทนที่จะจำว่าเหล็กกี่มิลต้องใช้กี่แอมป์ ให้เริ่มจากข้อมูลของลวดและงานจริง แล้วค่อยปรับภายในช่วงที่ผู้ผลิตกำหนด
เช่น E6013 หรือ E7018 เพราะลวดแต่ละ Classification มีเงื่อนไขการใช้งานต่างกัน
เส้นผ่านศูนย์กลางของลวด เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนด ช่วงกระแสที่ใช้งาน
ความหนา รอยต่อ ท่าเชื่อม และการเตรียมรอยต่อ ล้วนมีผลต่อค่าที่เหมาะสม
เริ่มจากช่วงที่ผู้ผลิตกำหนด แล้วปรับตามขั้นตอนเชื่อม และผลของแนวเชื่อมจริง
หลักนี้ใช้เป็นแนวคิดเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรนำขนาดลวดไปผูกกับค่า Amp เพียงตัวเลขเดียว เพราะลวดขนาดเท่ากันแต่คนละ Classification หรือคนละผู้ผลิต อาจมีช่วงกระแสที่แนะนำต่างกัน
เหมาะกับงานและช่วงกระแส ตามที่ผู้ผลิตลวดกำหนด โดยต้องพิจารณาความหนาชิ้นงาน และรอยต่อร่วมด้วย
ต้องดู Classification และ Datasheet ไม่ควรตั้งค่าจากเส้นผ่านศูนย์กลาง เพียงอย่างเดียว
โดยทั่วไปต้องการกระแสสูงขึ้น แต่ช่วงใช้งานจริง ต้องยึดข้อมูลของลวด และ Welding Procedure
ตัวเลขลักษณะนี้สามารถพบเป็นช่วงแนะนำ
ของลวดเชื่อมบางชนิดและบางผลิตภัณฑ์ได้
แต่ไม่ควรนำไปใช้เป็นสูตรกลางกับลวดทุกชนิด
ตัวอย่างจากข้อมูลเดิมของบทความคือ
ก่อนนำตัวเลขเหล่านี้ไปตั้งเครื่องจริง ต้องตรวจว่า ตรงกับ Classification ยี่ห้อ รุ่น ขนาดลวด ขั้วไฟ และท่าเชื่อมที่กำลังใช้อยู่หรือไม่ โดยดูจากฉลากหรือ Datasheet ของผู้ผลิตเป็นหลัก
ค่าบนหน้าจอเครื่องเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ช่างยังต้องสังเกตอาร์ก การหลอมของลวด และลักษณะแนวเชื่อม โดยอ้างอิงขั้นตอนการเชื่อมที่กำหนด
กระแสต่ำเกินไปอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุ แต่ควรตรวจระยะอาร์ก สภาพลวด ขั้วไฟ และเทคนิคของผู้เชื่อมร่วมด้วย
กระแสสูงเกินไปอาจมีส่วน แต่ยังต้องดูความเร็วเดินแนว ช่องว่างรอยต่อ ขนาดลวด และการเตรียมงาน
อย่าปรับ Amp อย่างเดียว ให้ตรวจท่าเชื่อม ระยะอาร์ก มุมลวด ความเร็วเดินแนว และสภาพพื้นผิวด้วย
ถ้าเชื่อมไม่ติดหรือแนวเชื่อมผิดปกติ
ไม่ได้หมายความว่าต้องเพิ่ม Amp เสมอไป
ปัญหาอาจมาจากสายเชื่อม
จุดต่อ ขั้วจับลวด
จุดต่อสายดิน สภาพผิวชิ้นงาน
ลวดเชื่อม หรือการตั้งค่าขั้วไฟ
ก่อนใช้งานควรตรวจสภาพเครื่องและสาย
ใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
ป้องกันรังสีอาร์ก สะเก็ด ความร้อน
ควันเชื่อม และอันตรายจากไฟไหม้
หากเป็นงานโครงสร้างหรืองานที่มีข้อกำหนด
ต้องเชื่อมตาม WPS และมาตรฐานของงานนั้น
หลักเบื้องต้นคือ
ชิ้นงานบางและลวดขนาดเล็ก
มักใช้กระแสน้อยกว่า
ส่วนลวดขนาดใหญ่และงานที่ต้องการการหลอมมากขึ้น
มักใช้กระแสสูงขึ้น
แต่ไม่ควรใช้หลักนี้เป็นสูตรตายตัว
วิธีที่แม่นกว่าคือ
ดูชนิดลวด → ดูขนาดลวด →
ดูชิ้นงานและท่าเชื่อม →
ตรวจ Datasheet หรือ WPS →
ตั้งค่าในช่วงที่กำหนด →
ตรวจผลของแนวเชื่อม
เพราะคุณภาพงานเชื่อมไม่ได้ขึ้นกับ Amp เพียงตัวเดียว
แต่เป็นผลจากวัสดุ ลวดเชื่อม
รอยต่อ พารามิเตอร์
และเทคนิคการเชื่อมทั้งหมดร่วมกัน